เปิดใจ “สนธิรัตน์” มองอนาคตทางการเมือง : ห่วงวิกฤติม็อบชนม็อบ

6 ปีบนถนนสายแห่งอำนาจ ร่วมก่อตั้งพรรคใหญ่ได้สำเร็จตามเป้า ผ่านเก้าอี้เสนาบดี 2 กระทรวงใหญ่ สปอตไลต์การเมืองส่องเป็นพิเศษ หลังเทคโนแครตพลีชีพทางการเมืองปลดแอก “ก๊วนสี่กุมาร

จังหวะวิกฤติเศรษฐกิจและการปฏิรูปประเทศล้มเหลว โดยเฉพาะด้านการเมืองและด้านระบบราชการ “ก๊วนสี่กุมาร” อยู่บนทางสองแพร่งตัดสินใจลุยการเมืองต่อหรือกลับไปทำบทบาทเดิมปัดฝุ่นสถาบันให้ความรู้แก่สังคม

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เปิดใจกับ ทีมข่าวการเมือง ขอเริ่มต้นที่ผลงานระหว่างเป็น รมว.พลังงาน

อาทิ โรงไฟฟ้าชุมชน พลังงานเพื่อทุกคน เพื่อเศรษฐกิจฐานราก ชาวบ้านมีรายได้จากภาคเกษตร

มีเงินกองทุนโรงไฟฟ้าชุมชนหมุนกลับสู่ชุมชน สร้างความแข็งแกร่งเพิ่มเติม

ที่มากกว่าเม็ดเงินคือเกิดเศรษฐกิจพอเพียงรอบโรงไฟฟ้าเป็นความมั่นคงทางฐานะของรากหญ้า

เน้นชุมชนยากจน พื้นที่ที่ปลูกพืชผลเกษตรไม่ได้ ชุมชนอยู่ปลายสายส่งไฟฟ้าที่เข้าไม่ถึงก่อน

เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ

เช่นเดียวกับกองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน ตอนนี้อยู่ในขั้นคัดเลือกโครงการ เน้นเม็ดเงินลงไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาวบ้านเป็นหลัก เป็นปีแรกจะนำทุกโครงการที่ผ่านการอนุมัติขึ้นเว็บไซต์ เพื่อความโปร่งใส สาธารณะตรวจสอบ

หากตรวจสอบมีมูล อย่างน้อยปีต่อไปรายที่ถูกร้องเรียนปิดประตูเสนอโครงการ เหลือเฉพาะองค์กรที่มุ่งมั่นทำประโยชน์ให้แก่ประเทศและประชาชน

นั่นคือตัวอย่างโครงการที่มีเสียงขานรับทั้งประเทศ

กลับมาดูด้านการเมืองหลังลาออกจากพรรคพลังประชารัฐและ รมว.พลังงาน โดยไม่มีการต่อว่าต่อขานใคร ถูกกระทำอย่างไรก็นิ่งๆ ไม่คิดโกรธเคืองใคร การเมืองต้องใจกว้าง

เพราะต่างคนต่างทำบนบทบาทและความเชื่อของแต่ละคน เดินตามยุทธศาสตร์และยุทธวิถีที่แตกต่างกัน

วันนั้นบทบาทนั้นจบลง กำลังขยับไปบทบาทต่อไป ในความเห็น ส่วนตัวเมื่อดูบริบทรวมของประเทศ

ณ วันนี้เลิกเล่นการเมืองดีกว่าไปต่อ

เพราะในทางการเมืองเราไม่มีอะไรเสียหาย และยังมองไม่เห็นกลจักรในการแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศ

“เท่าที่คุยในกลุ่มครั้งล่าสุด เห็นว่ามีโอกาสกลับไปทำตามที่ นพ.ประเวศแนะนำดีกว่า”

ที่ผ่านมา นพ.ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ตอกย้ำให้สังคมได้เห็นประเทศไทยเต็มไปด้วยโครงสร้างอำนาจ แต่ขาดโครงสร้างทางปัญญา

ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มเซลล์สมองทางสังคมเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายคล้ายโครงสร้างของสมอง ที่เป็นเครือข่ายของเซลล์สมองของมนุษย์ ซึ่งทำให้มนุษย์มีศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้

เมื่อสังคมมีกลุ่มเซลล์สมองในเรื่องต่างๆมาก โครงสร้างอำนาจก็เปลี่ยนเป็นโครงสร้างทางปัญญา สังคมสามารถเรียนรู้บรรลุอะไรก็ได้

กลุ่มเซลล์สมองทางสังคมประกอบด้วยคนจำนวนหนึ่ง เป็นกลุ่มเล็กซึ่งทำหน้าที่ทางปัญญา ประกอบด้วย

1.รวบรวมข้อมูล

2.วิเคราะห์ สังเคราะห์ หาความหมายจากข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ

3.วิเคราะห์ สังเคราะห์ตามข้อ 2. ให้เป็นความรู้เพื่อการใช้งาน

4.สื่อสารความรู้ไปสู่สาธารณะ ผู้ปฏิบัติ ผู้กำหนดนโยบาย

5.ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนาความรู้ไปสู่นโยบายสาธารณะที่ดี การตัดสินใจทางนโยบายที่ดี

6.ส่งเสริมความเข้าใจนโยบายสาธารณะที่ดี สามารถปฏิบัติได้

7.ติดตามการปฏิบัติตามนโยบายและช่วยเหลือแก้ไขข้อติดขัดทำให้ปฏิบัติได้

8.ประเมินการปฏิบัติตามนโยบาย และนำผลการประเมินเป็นข้อมูลป้อนกลับสู่ข้อ 1. เพื่อพัฒนานโยบายให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดเป็นกระบวนการทางปัญญาพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างครบวงจร

กลุ่มคนที่ทำกระบวนการนี้อาจเรียกว่ากลุ่มพัฒนานโยบายสาธารณะ

นายสนธิรัตน์ บอกว่า นพ. ประเวศอยู่นอกเหนือการเมืองเป็นห่วงบ้านเมืองขับเคลื่อนเรื่องนี้ มานาน แต่ไม่มีคนสืบสาน ทั้งหมดนำไปสู่ “ประเทศไทยแห่งภูมิปัญญา”

เราทำบทบาทนี้ ใครเป็นรัฐบาล เราก็ทำหน้าที่นี้ต่อไป ในกลุ่มหารือกัน ว่าควรเป็นบทบาทของเราดีไหม ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะมีแต่คนเล่นการเมืองเข้าไปสู่อำนาจใช้อำนาจต่ออำนาจทางการเมือง กลายเป็นวัฏจักรทำทุกอย่างเพื่อต่ออำนาจ

แต่ละเลยรอยต่อการเมือง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

รอยต่อนี้มีนิวโหวตเตอร์คนรุ่นใหม่

สุดท้ายมีโอกาสเกิดปะทะกันในสังคมครั้งใหญ่

ในอนาคตคนรุ่นใหม่เป็นเจ้าของประเทศ แต่พวกเขาเติบโตขึ้นมาโดยไม่สามารถใช้แว่นเก่ามองปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองได้

โควิด-19 เป็นเพียงแค่ฉากแรกในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต ความเหลื่อมล้ำ เทคโนโลยี เป็นเรื่องใหม่หมด ฉะนั้น ควรฟังเสียงคนรุ่นใหม่ก่อนเกิดแรงปะทะระหว่างการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่ คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักตัวละครทางการเมืองรุ่นเก่า ทันทีที่รู้จักก็เป็นภาพจำตัวละครที่เขาไม่ต้องการ

จุดนี้จะค่อยๆเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง เปลี่ยนแปลงทั้งสภาพที่เรียกว่านิวนอร์มอล ซึ่งจะเปลี่ยนใหญ่มากและเปลี่ยนเร็วมาก

ใครจะทำการเมืองต้องเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้

ใครที่เข้าใจและทำในสิ่งเหล่านี้ เราควรสนับสนุน

ช่วงรอยต่อทางการเมืองเราคงใช้ประสบการณ์ทำหน้าที่เป็นธิงค์ แธงค์

พร้อมลงลึกจะทำอย่างไร เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของไทยและโลก

หลังโควิดเป็นอุปสรรคและโอกาส ถ้าฉกโอกาสหลังโควิดได้ดี โดยพลิกวิกฤติเหล่านี้บนทุกประเทศที่โดนเหมือนกัน ให้เราได้เปรียบในการใช้โอกาสนี้ได้หรือไม่ อย่างไร

ปัจจัยทางการเมืองต้องนิ่ง การตัดสินใจทางการเมืองต้องถูก

หากตัดสินใจผิดเท่ากับเราทิ้งโอกาส และอาจจะหนักก็ได้ เพราะโครงสร้างประเทศไทยไปได้หลายทางมองไปข้างหน้าถนนขรุขระ บนความขรุขระมีความท้าทาย องค์ประกอบต้องลงตัวบนความขรุขระนั้นถึงจะไปได้

เราไม่ได้อยู่การเมืองแล้วจะทำหน้าที่รวบรวมนักคิด นักยุทธศาสตร์ เพื่อเดินหน้าเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป

แนวโน้มมีโอกาสนำประสบการณ์ที่ผ่านการใช้อำนาจรัฐ กำหนดนโยบาย ผลักดันนโยบาย ทำหน้าที่เป็นสถาบันธิงค์ แธงค์ให้แก่สังคม นายสนธิรัตน์ บอกว่า เท่าที่หารือในเบื้องต้น ได้พูดถึงการปัดฝุ่นสถาบันอนาคตไทยศึกษา เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังกลับมาอยู่ในบริบทเดิม คือการวางอนาคตประเทศไทย

ส่วนตัวกำลังสนใจกลับไปตั้งหลักที่มูลนิธิสัมมาชีพ เชื่อมโยงชุมชน ภาคีพัฒนา ภาคธุรกิจ เพื่อทำเศรษฐกิจฐานรากขับเคลื่อนประเทศเป็นต้นกำเนิดประชารัฐที่นำมาใช้ทางการเมือง

ทางสองแพร่งระหว่างเดินทางสายเดิมหรือสายการเมืองต่อ นายสนธิรัตน์ บอกว่า หนักไปทางสายแรกมากกว่า ความเห็นส่วนตัว การทำงานการเมืองต้องมีองค์ประกอบการเมืองใหม่ ซึ่งกำลังเกิดการปะทะกัน ระหว่างการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่ และองค์ประกอบอื่นๆอีกที่มันไม่เอื้อ มันก็ยากต่อการทำการเมือง

ฉะนั้น ถ้าไม่มีโอกาสจริงต้องให้ผู้เล่นอื่นเข้าไปเล่นกัน

เป็นสถาบันทางความคิดก็เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงที่เร่งเร้าทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยเฉพาะการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ นายสนธิรัตน์ บอกว่า โครงสร้างเศรษฐกิจถ้าเขย่ามากเพียงพอย่อมเปลี่ยนผ่านได้

วันนี้เทน้ำหนักมาทางไม่เกี่ยวกับการเมือง ทำหน้าที่เชื่อมตะกอนความคิด

สะท้อนกลับในเชิงนโยบายด้านต่างๆให้ผู้มีอำนาจ

หรือตรวจสอบเชิงนโยบายสาธารณะ.

 

ที่มา : https://www.thairath.co.th/news/politic/1897557